วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ตำนานเก่าเล่าขานตำนานผีตาแฮก

ตำนานผีตาแฮก
ตูบ ตาแฮกสะท้อนความเชื่อเรื่องผีของชาวอีสานได้เป็นอย่างดี เป็นวิธีช่วยสร้างเสริมกำลังใจให้แก่ผู้ที่ลงนาว่า นาข้าวที่ลงแรงไปในปีนี้จะไม่สูญปล่าว จะต้องให้ผลผลิตได้ดีพอมีพอกินตลอดปี นับเป็นความเชื่อที่มีความสัมพันกับปากท้อง ความเชื่อนี้ยังคงปักหลักฝังรากแน่นอยู่กับชาวอีสานเพราะเป็นการปฏิบัติสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แม้นเทคโนโลยีทางการเกษตร เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร และเทคโนโลยีทางด้านอื่น ๆ อีกมากมายจะพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับ แต่ความเชื่อยังคงสำคัญ 
คำถามในบทความนี้ที่คุณจะต้องตอบด้วยตัวเองคือ 
"ทำไมเมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้นทุกวันแต่เรื่องของความเชื่อก็ยิ่งทวีหนักขึ้นเหมือนกัน" 
ดังที่เป็นข่าวดังในช่วงหนึ่งเรื่อง "ตุ๊กตาลูกเทพ" "เจ้าแม่ต่าง ๆ " รายการคนอวดอะไรซักอย่าง" ได้รับการตอบรับจากผู้เสพสื่อเหล่านี้เป็นอย่างดี แล้วความเชื่อเหล่านี้พอจะทำให้เห็นได้ว่า คนอีสานโบราณ กับคนในยุคนี้บริโภคความเชื่อแตกต่างกันอย่างไร
อ่านเรื่องราว ตำนานผีตาแฮก  คลิ๊ก

พื้นตำนานนิทานอึ่ง (กำเนิดอึ่ง)

พอแต่ฝนตกจ้อด น้ำฮอดบ่เต็มบวก พี่น้องเอ้ย อันอึ่งอ่างนางน้อยค่อยออกผสมพันธ์ 
ส่วนว่าคนเฮานั้นม่วนหลายหาใต้อึ่ง อึงคะนึงเสียงอึ่งฮ้องพอปานฟ้าสิผ่าลง


นิทาน กำเนิดอึ่ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว คืนวันเพ็ญเข้าพรรษา มีสองตายายเฒ่าเข้าวัดจำศีล แต่คืนนั้นฝนตกหนัดแรงมาก จึงมีบรรดากบออกมาหาแมลงกินมากมาย เสียงร้องของกบที่อยู่ตามทุ่งนานั้นข้ามกำแพงเข้ามาถึงในวัด ฝ่ายตาจำศีลเลยอดทดต่อเสียงกบที่มารบเร้าไม่ได้ 
ตา  "เอ...หากฉันออกไปจับกบข้างนอกมาขังไว้พรุ่งนี้เช้าขายมันต้องมีกำไรแน่หล่ะ"
พอตาพูดดังนั้นแล้วจึงตัดสินใจออกไปจับกบ แต่ก่อนไปตาบอกกับยายว่า
ตา  "ยายฉันจะออกไปจับกบก่อนนะวันนี้กบเยอะแยะเหลือเกิน
ยาย  "อ้าวตาแล้วจำศีลแปดอยู่หล่ะจะว่าไง
ตา  "ถ้างั้นฉันฝากไว้กับยายก็แล้วกันนะไอ้ศีลแปดหน่ะเดี๋ยวกลับมาฉันจะมาเอาคืน"
ว่าดังนั้นแล้วตาก็ออกไปจับกบ แต่คราวนี้ตาไปนานมากไม่ยอมกลับมาเสียที ยายจึงเป็นห่วงตาแล้วออกติดตามไปหาตา ยายพร่ำร้องเรียกตา (ภาษาอีสาน)  เฒ่า....เฒ่า...เฒ่า...เฒ่า...เฒ่า...
ฝ่ายตานั้นได้ตายเป็นผีไปเสียแล้วก่อนหน้า เพราะเดินไม่ระวังพลัดตกบ่น้ำตาย จึงขานรับยายต่อไปว่า(ภาษาอีสาน) เหอ... เหอ..เหอ..เหอ..เหอ.. ยายได้ยินดังนั้นจึงได้ติดตามเสียงไปจนกระทั่งตกบ่ตายตามตาไปอยู่ด้วยกัน จากนั้นทั้งสองจึงกลายเป็นอึ่งอ่างเรียกหากันทุกครั้งไปที่ฝนตกว่า เฒ่า...เหอ..เฒ่า...เหอ..เฒ่า...เหอ..เฒ่า...เหอ..เฒ่า...เหอ..เฒ่า...เหอ..
....หากคุณเป็นคนอีสานลองออกเสียงดูสิ จะรู้ว่าจริงไหม.... 

มาดูสื่อนิทานกันดีกว่า (ตำนานพญาคันคาก)

เรามาดูกันเถอะว่านิทานเรื่องนี้จะมีความเชื่อที่อธิบายถึงเหตุของเรื่องอะไรบ้าง


นิทานเรื่อง ตำนานพญาคันคาก

นิทานเรื่องนี้ อธิบายถึงการกำเนิดประเพณีบุญเดือนหก (บุญบั้งไฟ) ของชาวอีสาน  
นอกจากจะปรากฏเรื่องราวความเชื่อการกำเนิดของประเพณีบุญบั้งไฟแล้ว ยังอธิบาย
เหตุของการทำนายว่าฝนจะมากหรือน้อยด้วย  
มีตอนหนึ่งที่กล่าวถึงการปล่อยให้พญานาคไปเล่นน้ำในสระบนสวรรค์ 
คนอีสานมีความเชื่อเกี่ยวกับการเกิดฝนว่า "ฝนเกิดจากการที่พญานาคขึ้นไปเล่นน้ำ
บนสวรรค์แล้วจะบันดาลให้ฝนตกลงมา มีความเชื่อต่อไปอีกว่า หากปีใดนาคไปเล่นน้ำ
มีน้อยตัวปีนั้นฝนจะมากเพราะนาคไม่ได้แย่งพื้นที่กันเล่นน้ำ แต่หากปีใดนาคขึ้นไปเล่น
น้ำเยอะปีนั้นฝนจะน้อยเพราะนาคแย่งกันเล่นน้ำ

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ออยออนซอนนิทานก่อนเก่าเว่ายามใดบ่มีเบื่อ (กำเนิดกากับนกเขา)

นิทานอธิบายเรื่อง กากับนกเขา



เป็นตำนานเลื่องลือ ที่กล่าวขานกันมาเป็นเวลานาน ปางสมัยก่อนนั้นสัตว์ต่างๆเป็นเพื่อนกันด้วยดี อย่างเช่น กา กับ นกเขา ที่ได้เป็นเพื่อนกัน ด้วยก่อนปางปฐมสัตว์ทั้งสองชนิดนั้นยังไม่มีสีใดๆ 
วันหนึ่งกากับนกเขาเลยคุยกันว่า จะหาสีมาแต้มตัวเองให้มีสีสันที่สวยงาม สัตว์ทั้งสองตกลงกันด้วยดีว่ากา  หมอเสี่ยวเฮาเดี๋ยวเฮาสิแต้มให้เจ้าก่อน เอาลายน้อย ๆ งาม ๆ
นกเขาก็ตอบตกลง แล้วจากนั้นกาจึงเริ่มบรรจงแต้มลายให้นกเขาอย่างสวยงาม นกเขาพึงพอใจกับผลงานของกามาก 
ต่อมาเป็นทีของนกเขาบ้างที่จะต้องเป็นฝ่ายแต้มลายให้กับกา  นกเขาบรรจงมากกว่าเดิมเพื่อที่จะวาดลายให้กับกา เพื่อที่จะให้ออกมาสวยงามเหมือนตน
กล่าวถึงพญาความถูกเสือกัดตายหลายวัน จนเน่าขึ้นอืด ฝ่ายแมลงวันผู้จมูกไวต่อกลิ่นจึงรีบบึ่งออกไปเพราะทราบข่าวควายอืด  พอบินมาถึงบริเวณที่กากับนกเขากำลังแต้มสีกันอยู่นั้น  กาก็เลยร้องถามถึงเหตุที่แมลงวันรีบร้อน
กา  โอ้แมงวันน้อย เจ้าสิฟ่าวบินไปไส หรือแมนไปทางไกลเมืองไทยลุ่มพุ้น
แมลงวัน  เสี่ยวเอ้ยหากตั้งแต่เฮาฟ้าว จ้าวนำดอกควายเน่า เขาสิกินเบิดจ้อยต่อนสิบ่เห็น 
กาได้ยินดังนั้น จึงเกิดความรีบร้อน ด้วยนกเขามัวแต่วิจิตรบรรจง
กา  ไวไวเถาะเสี่ยวเฮาฟ้าวสิไปกินควายเน่า
นกเขา  เซา ๆ ยังบ่ทันแล้ว สิฟ้าวไปหยังคักแท่ แต้มอีกจักหน่อยก่อน
กา  เอาน่า ถอกหดโลด ถอกหดโลด   ถอกหดโลด   ถอกหดโลด   ถอกหดโลด
นกเขาเกิดความโมโห จึงตัดสินใจเทสีดำรดกาไปทั้งตัว แล้วก็บินจากไป
ฝ่ายกาด้วยความรีบร้อน ก็รีบบินบึ่งออกไปกินควายเน่าทันใด
พอไปถึงลานควายเน่า สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาอยู่ที่กา สัตว์ต่าง ๆ พากันหัวเราะเยาะกาที่มีสีดำทั้งตัว กาเกิดความอับอายเป็นอย่างมาก จึงหนีไปอยู่ป่าช้า จากนั้นเป็นต้นมา


ยายเฒ่าผู้เนาน้อมแห่งปราชญ์พื้นบ้าน





สังกาดได้ ๒๕๕๙ ปี วอก นพศก

ฝนตกฮำตองกลอย ฝนย้อยฮำตองข่า พี่น้องเอ้ย 
พอแต่เว่าจั่งได้เว่า พอแต่วาจั่งได้วา 
อีสานเฮาแต่เมือหน้าสิเป็นแท้บ่อนจั่งใด๋ 
วัฒนธรรมยังอยู่ได้ย้อนคนใส่ใจสืบ 
แมนว่าคืบสิน้อยกะค่อยไปบ่ไลวาง 
ตั้งแต่ปางก่อนพุ้นเทคโนโลยีบ่ทันเจริญ 
เพิ่นกะอดสาฮักสืบคองฮีตได้ 
บาดไทเฮาซุมื้อนี้มีพร้อมแมนซุแนว 
ให้คือแหลวเซินจ้วงเจิดจ้าวเวหน 
ให้คนซอมเห็นฮู้ฮอมฮีตเมืองอีสานถ่อนแหล่ว...

ยายเฒ่าผู้เนาน้อมแห่งปราชญ์พื้นบ้าน



คุณยาย ถวิล สุริยันต์ ผู้ให้สัมภาษณ์

          ภูมิลำเนาคุณยาย เดิมคุณยายเป็นชาวบ้าน ฉวะ อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ต่อมาคุณยายได้มีโอกาศย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ บ้านห้องแซง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวผู้ไท คุณยายได้มีโอกาศอันดีและสร้างสัมพันธ์กับชุมชนเป็นอย่างดี ต่อมาได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ อำเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬในปัจจุบัน) คุณยายก็ได้มีสัมพันธ์อันดีกับชาวญ้อที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น ในปัจจุบันนี้คุณยายมีภูมิลำเนาอยู่ที่ บ้านน้อยหนองโน ตำบลรอบเมือง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด 
         การมีโอกาสได้เล่านิทานของคุณยาย โดยมากเป็นไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเป็นการเล่าเพื่อความสนุกสนานให้ลูกหลานฟังมากกว่า อาจมีบางท่อนบางตอนที่ลืมเลือนไปบ้านแต่เนื้อหาและความสนุกสนานนับได้ว่าครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นนิทานที่มีกลิ่นอายของพื้นเมืองอีสานแต่โบราณมา ตัวละครที่นำมาเป็นตัวละครเอกของนิทานของคุณยายมักเป็นสัตว์ที่มีปรากฏอยู่มากในบริเวณภาคอีสาน
        ถามถึงการสืบทอดของนิทานคุณยาย คุณยายได้เล่าว่านิทานโดยมากแล้วของชาวอีสานมักไม่มีการเขียนหรือจดบันทึกไว้เหมือนทุกวันนี้โดยมากแล้วเล่ากันปากต่อปาก อยู่ที่ว่าใครจะมีความจำดีก็จำรายละเอียดได้เยอะกว่า บางคนจำเอาแต่โครงเรื่องและตัวละครหลักส่วนรายละเอียดในการเล่าเรื่องก็ตามแต่ผู้เล่าจะบรรยาย ความสนุกสนานของการเล่านิทานนั้นอยู่ที่ไหวพริบของผู้เล่าด้วย แต่โดยมากแล้วนิทานมักจะได้รับการนำไปประพันธ์เป็นกลอนลำ จึงจะทำให้คนฟังตั้งใจฟังดีเพราะมีทำนองที่สนุกสนาน แต่การนำมาเล่าให้ลูกหลานฟังก็เพียงเพราะความสนุกสนานของเด็ก ๆ เท่านั้น



การรู้จักกันเป็นสัมพันธ์อันดีงาม รู้จักกันผ่านงานเขียน





ไผน้อว่าอีสานเศร้าสิจูงแขนเพิ่นมาเบิ่ง  
วัดวายังเกิ่งบ้านวัฒนธรรมยังเกิ่งเมือง
          แสนสิเฮืองฮุ่งไปหน้าซางมาจาวาเศร้าหมองแท้น้อ...


โอ่น้อ..ว่าเด้น้อ  คันว่าพบพ้อหน้าสิจาต้านต่อความถ่อนแหลว เว่าเถิงแนวเหตุเบื้องเรื่องเก่าเฮาอีสาน แสนสำราญหลายล้นคนน้ำใจซุ่ม ซุมเชื้อแซงพี่น้องหุ้มป้องเบิ่งแงงกันแหล่ว ปานว่าเชื้อแก่นแก้วหมู่ปลวกอยู่ในโพน ซางมาซ้นดินได้ว่าอยู่แท้แมนเฮือนงาม สามัคคีต่อด้ามใจตั้งต่อประสงค์ แมนดินผงเม็ดน้อยค่อยได้ว่าใหญ่โพน...


มาบาดนี้อ่วยเข้าเว่าเรื่องเฮาเบิ่งสาก่อน แสนออนซอนนิทานก้ำแม่ยายพร่ำจาเจ้ย 
ว่าสูเฮยหลานหล่ามามากูสิโส นิทานนำคำโก้มาโต้แมนลมหนาว 
สายลมพัดจ้อนจ้าวยายเฒ่าก่อกองไฟ 
ไม้น้อย ๆ อ่อยซ้ำนำฟืนใหญ่เข้ามาสุม ลูกหลานหุ่มแตกจ้นคนเฒ่าก่อไฟ 
ฝ่ายยายสีกะได้หัวมันใหม่มาหมก จกไปทางเบื้องขวาหัวเผือกกะมีพร้อม
ฝ่ายยายหอมบ่น้อยหน้ามาพร้อมในอีขาม เสร็จพร้อมสามกษัตริย์จั่งมาต้านวาจาเจ้ยถ่อนแหล่ว

สิเฉลยบอกแล้วพอเป็นแนวบ่ได้ว่า...ท่านเฮย...
นิทานอธิbyอีสาน  มันมาได้แมนจั่งใด๋
ข่อยสิจั่งบอกให้พอได้ต่อทางบุญ
ทุนทางเดิมหั่นหนาพอได้วาจาเว่า แมนสองคำโฮมกันเข้า เล่นเอาอยู่คำเคิ่ง

นิทานอธิบาย   บอกต้านด้านเก่าเฮาอีสาน บอกเหตุการณ์ก่อนกี้มีแท้แมนว่าใด๋
ส่วนอีกคำบอกให้ได้จื่อจำจด byอีสาน เป็นบทบอกเบื้องบ่อนความรู้
by แปลออกได้ภาษาไทยให้ว่าโดย โฮมก่วยกันก่อมโก้ยจั่งว่าได้ โดยอีสาน
 พื้นพลาญความรู้หมู่เฮาให้เขาซา วัฒนธรรมอีสานแสนล้ำค่า ได้จาพื้นบ่อนผญาถ่อนแหล่วท่ายเฮย...



เต็มใจนำเสนอ

บทความนี้อาจจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรม ของอีสาน สำหรับ   

นิทานอธิbyอีสาน

ความหมายนั้นมีการเล่นคำที่แฝงแร้นอยู่ หากท่านผู้อ่านแปลบทผญาข้างต้นได้แล้วก็จะเข้าใจความหมายของ บล๊อกแห่งนี้ แต่ถ้าหากท่านยังไม่เข้าใจ ผมจะขออธิบายอีกรอบ คือ 
นิทานอธิbyอีสาน
เกิดจากคำสองคำที่เล่นความหมายของคำภาษาอังกฤษตรงกลางระหว่างประโยค โดยประโยคแรก คือ นิทานอธิบาย นั้นเองเป็นชื่อที่ตัดมาจากประเภทของนิทานชนิดหนึ่งคือ นิทานอธิบายเหตุ ซึ่งเป็นนิทานที่พยายามที่จะหาเหตุผลมาอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น กาทำไมมีสีดำ ทำไมหมากินข้าวแต่หมูได้กินรำ ทำไมเป็ดร้อง ป้าด ๆ เหล่านี้ได้มีการนำเสนอผ่านนิทานที่เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะของชาวอีสานสืบมา  ส่วนในประโยคที่สองคือ โดยอีสาน นั่นเองซึ่งเป็นความหมายของ by โดยได้อธิบายหัวข้อนี้ได้อย่างชัดเจนแล้วว่า  
"เป็นนิทานอธิบายเหตุที่เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะที่ได้รับการเล่าขานในหมู่คนอีสานสืบมาจวบจนปัจจุบัน"


แนะนำตน

สวัสดีพี่น้อง พ่อแม่ ลุง อา ย่า ปู่.....
ซุขู่ซุคน


ประวัติ ที่ไม่มีอะไร
(ขอเขียนเป็นความเรียง)

ชื่อเสียงเรียงนามนั้นแม่ให้มาคือ วีระชัย   ส่วนพ่อให้ เนินภู อันเป็นนามสกุลครับ ชีวิตเรียบง่ายสามารถดำรงค์ตนได้ทุกที่ที่มนุษย์ปุถุชนทั่วไปเขาอาศัยกันอยู่ได้ อาหารการกินก็ไม่ลำบากครับ กินได้ทุกอย่างที่คนจริตดีเขากินกัน ไม่มีของแสลง ไม่เคยแพ้อะไรเลยก็คืออาหารนี่แหละครับ อย่างอื่นถ้าแพ้เราก็ถือคติ แพ้เป็นพระชนะเป็นมารครับ ประวัติคน ๆ นี้ ก็มีส่วนคล้ายคนอื่น ๆ อยู่ครับ คือมีทั้งสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบ ผมว่าเป็นมนุษย์ต้องมีบ้างนะครับอาการเหล่านี้ 
คำถาม
คุณวีระชัยค่ะคุณแน่ใจแค่ไหนกับการเป็นมนุษย์ของคุณ
ตอบ
สำหรับคำถามนี้นะครับเป็นคำถามที่ดีมากเลยครับ ผมได้คิดเรื่องที่ผมเป็นมนุษย์มาเป็นเวลานานครับผมว่าเขาเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์เรียกว่าเป็นมนุษย์ ผมไปเจอบทกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุตอนพอสี่ทำให้ผมพอทราบความหมายของมนุษย์ได้ว่า เป็นมนุษย์ต้องใจสูงครับ สำหรับผม ๆ คิดว่าสูงนะครับ สูงเลยหัวเข่าแหนะ แต่ผมกลัวตอนหนึ่งที่เรา ๆ จะไม่ได้เป็นมนุษย์ครับ 
คำถาม
ตอนไหนคะ
ตอบ
ตอนเรานอนน่ะสิครับ คิดดูสิหัวใจเราอยู่ต่ำมากเลยครับ ๕๕๕ คุณอ่านยังไม่จบคุณอาจหาว่าผมไร้สาระนะครับ คำถามของผมคือธรรมชาติที่สร้างเรามาทำไมไม่ให้หัวใจอยู่สูงกว่าสมอง สำหรับผมมองว่า การคิดเป็นสิ่งสำคัญครับ คนเราควรที่จะคิดไตร่ตรองให้มากก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรครับ วันนี้พอหอมปากหอมคอกับประวัติผู้เขียน อาจจะงง ๆ หน่อยขออภัยนะครับ